เซฟไดรฟเวอร์เอดูเคชั่น

สอนขับรถ สำหรับมือใหม่ และฝึกอบรมการขับรถอย่างปลอดภัยสำหรับองค์กร

คำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนนเลือกโรงเรียนสอนขับรถที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อตัวคุณ และคนที่คุณรัก
  • หน้าหลัก
  • มือใหม่หัดขับ
  • อบรมองค์กร
  • ซิมูเลเตอร์
  • เครื่องตรวจสายตา
  • ห้องภาพ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อสอบถาม
หลักสูตรขับรถมอไชด์
  • บทที่ 1 ความรู้ในความเสี่ยง
  • บทที่ 2 การจัดการความเสี่ยง
  • บทที่ 3 เตรียมความพร้อมก่อนขับขี่
  • บทที่ 4 การขับขี่มอเตอร์ไซด์
  • บทที่ 5 การลดความเสี่ยง
  • บทที่ 6 การปรับพฤติกรรมผู้ขับขี่
  • สาเหตุของการเกิดอุบิติเหตุ
  • --->

บทที่ 1 ความรู้ในความเสี่ยงการขับขี่รถจักยานยนต์

PDF | Print | E-mail

การขับขี่รถจักยานยนต์มีความเสียงบางอย่างที่ไม่เหมือนการขับรถยนต์หรือ รถบรรทุก  รถจักยานยนต์ไม่มีการยึดเกาะถนนเหมือนรถยนต์เพราะว่าต้องอาสัยการทรงตัว และรถจักยานยนต์จะทำให้คุณได้รับการบาดเจ็บมากกว่าเพราะว่ามีเครื่องป้องกัน น้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์,รถบันทุก หรือยานภาหะนะอื่นๆ เนื่องจากขนาด   ผู้ขับขี่ที่ไม่ได้ขับรถจักยานยนต์พวกเขาอาจจะไม่มองดูรถจักยานยนต์ในการ จราจรและจะไม่สนใจในการให้ทางแก่ผู้ขับรถจักยานยนต์ นี่คือความเสี่ยงของผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ โดยเฉพาะที่ทางร่วมทางแยก  มีคำถามที่ดีที่จะถามคือ ( คุณเป็นผู้ขับรถยนต์ที่ดีแค่ไหน ) ผู้ขับรถหลายคนคิดว่าตัวเองขับดีกว่ามาตรฐานปรกติเมื่อถูกถาม  ไม่มีใครที่จะเป็นผู้ขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ มันควรจะมีการพัฒาปรับปรุงการขับขี่ พยายามให้มีความสมบูรณ์แบบที่สุดเสมอ เป็นสิ่งที่ถ้าทายมากกว่าการเป็นแค่ผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ ซึ่งไม่มีใครที่อยากเป็นหนึ่งในสถิติการบาดเจ็บ แต่มันเป็นความจริงที่หลีกเลียงไม่ได้ที่มีผู้ขับขี่รถยนต์รถจักยานยนต์ได้ รับบาดเจ็บเป็นพันๆคนในแต่ละปี   ในปรเทศไทยมีผู้ขับขี่รถจักยานยนต์กว่า 85% ได้รับบาดเจ็บสาหัสซึ่งหลายคนคิดว่าพวกเขามีความคล่องตัวมากกว่าผู้ขับรถ ยนต์เพราะว่าพวกเขามีการเรียนรู้และเข้าใจการจราจรมากกว่า  การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้ขับขี่รถจักยานยนต์มีความชำนาญในการซิกแซกไม่ว่า จะในการจราจรที่ติดขัดหรือเคลื่อนตัว ไม่มีความเสียงใดๆกับผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ หากผู้ขับขี่กำหนดพฤติกรรมของตัวเอง ในขณะที่เป็นไปได้ที่จะช่วยลดความเสียงของตัวเองลง  ความปลอดภัยในท้องถนนเป็นความรับผิดชอบของทุกคนร่วมกัน
คุณเคยคิดบ้าง หรือไม่ว่าคุณสามารถรับความเสียงได้มากน้อยเพียงใด เราทุกคนต่างอยู่ได้ด้วยผลการตัดสินใจของตัวเราเองและพวกเรายังต้องรับผิด ชอบในการขับขี่ของเราในการจราจร  ผู้คนมีความเสียงหลายรูปแบบอยู่ทุกวันแต่บางคนอาจจะรับความเสียงมากกว่าคน อื่นๆ ตัวอย่างเช่นลองนึกถึงขั้นบันไดขั้นสูงสุดของอาคารเพื่อทดสอบ คุณพยายามปีนขึ้นไปบนขั้นแรกและกระโดดลงมาที่พื้น ลองคิดดูว่าขั้นที่สอง ที่สาม จะเป็นอย่างไร คุณคิดถึงคนที่จะปีนขึ้นไปบนขั้นบนสุดกว่าและกระโดดลงมาที่พื้น ซึ่งมีความเสียงมากกว่าคนอื่นๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเสี่ยงที่คุณจะได้รับ พยายามคิดถึงความเสี่ยงที่คุณจะได้รับเมื่อคุณขับรถเข้าไปในการจาราจรดัง นั้นคุณจะสามารถจัดการกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งหลายในขณะขับขี่ได้

เมื่อคุณทราบถึงความเสียงที่จะเกิดขึ้นกับการขับขี่รถจักยานยนต์และคุณ ยอมรับความเสี่ยงนั้นก็คงเป็นเวลาที่คุณจะได้เวลาเรียนรู้ว่าจะจัดการความ เสียงได้อย่างไร  การเลือกที่จะยอมรับการท้าทายจากการขับขี่รถจักยานยนต์อย่ารับผิดชอบคือการ คิดถึงผลที่จะตามมาจากการขับขี่ของคุณ  ยังหมายถึงความรับผิดชอบส่วนบุคลรวมทั้งการพัฒนาความชำนาญและการพิจารณาที่ ส่งผลลัพธ์ไปยังการตัดสินใจและการกระทำของคุณ  ความรู้ที่เรื่องอุบัติเหตุถือว่าเป็นประโยชน์ช่วยในการจัดการกับความซับ ซ้อนของสถานะการณ์ที่จะเกิดขึ้น  คุณจะตอบคำถามนี้อย่างไร ? (อะไรคือสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุในประเทศไทย ) นี่คือผลัพธ์บางส่วนของการศึกษาอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจักยานยนต์ในกรุงเทพ ฯและต่างจังหวัดเกือบ 1000 ครั้งในปี 2001

บทสรุปของสาเหตุของอุบัติเหตุจักรยานยนต์ที่ประเทศไทย

  1. ความผิดพลาดของผู้ขับขี่คือปัจจัยหลักที่พบบ่อยที่สุดของการเกิดอุบัติเหตุ (50-55%)
    a. แอลกอฮอมีส่วน 30 % ของการเกิดอุบิติเหตุ
    b. มีทักษะการขับขี่น้อย คิดเป็น 40% ของการเกิดอุบัติเหตุ
     i. ทัศนะวิสัยการมองเห็น และ ความสามารถในการมอง ( ไม่มีกระจก )
     ii. ไม่เปิดสัญญาณไฟ หรือไฟหน้าแม้แต่เวลากลางคืน
    iii. ใช้ความเร็วไม่เหมาะสม
    iv. ขับในอยู่ตำแหน่งที่ไม่ปลอดภัย
    v. ขับจี้ท้ายมากเกินไป
    vi. ขับออกนอกถนนหรือล้ม
  2.  ความผิดพลาดจากยานพาหะนะอื่นๆ (35-40%)
    a. ทัศนะการมองเห็นและความสามรถในการมองเห็น ( ไม่สามารถมองเห็นรถจักยานยนต์ )
    b. ไม่ให้ทางรถจักยานยนต์
    c. ไม่สนใจสัญญาณจราจรต่างๆ
  3. ความบกพร่องของยานพาหะนะ
    a. ไม่ได้รับการปรับปรุงหรือไม่ได้รับการบำรุงรักษารถจักยานยนต์ โดยเฉพาะไฟและกระจก
    b. เกียบ 30% ของรถจักยายนยนต์ ที่ได้รับอุบัติเหตุ ไม่มีแม้แต่กระจกมองข้าง รวมทั้งการออกแบบหมวกนิรภัยเป็นผลให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็นรถคันอื่นที่ มาทางด้านหลัง
  4. การออกแบบถนนและการบำรุงรักษามีส่วน  5-10% ของการเกิดอุบัติเหตุ (โดยเฉพาะเวลากลางคืน)
  5. 20% ของอุบัติเหตุของรถจักยานยนต์ คือการเกิดอุบัติเหตุจากรถจักยานยนเอง
       a. รถจักยานยนต์วิ่งออกนอกถนน   (เป็นสาเหตุที่พบบ่อย )
  6. ผู้ขับขี่
    a. ผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ชายมีส่วน  80-95% ของการเกิดอุบัติเหตุ (อายุระหว่าง 18-35)
    b. ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่เรียนรู้ด้วยตนเอง หรือไม่ก็เรียนจากเพื่อและญาติพี่น้อง และไม่มีใบอนุญาต
    c. ผู้ขับขี่ส่วนน้อยที่ได้รับการฝึกอบรมการขับรถจักยานยนต์
  7. สิ่งที่ป้องกัน
    a. การใช้หมวกกันน๊อคในเขต กทม คือ 78% ในเวลากลางวันและ 60% ในเวลากลางคืน
    b. การใช้หมวกกันน๊อคนอกเมืองมีเพียงแค่  25%
    c. ผู้ซ้อนท้ายใส่หมวกกันน๊อค  4% นอกเมือง และ 30% ในกรุงเทพฯ 
    d. หมวกกันน๊อคที่ไม่ได้มาตรฐานป็นสาเหตุหนึ่งของการตายที่ค่อนข้างสูง
  8. อุบัติเหตุธรรมดาส่วนใหญ่ คือการชนท้ายรถจักยานยนต์ด้วยกันเอง หรือชนรถยนต์ รถบรรทุก
  9. อุบัติเหตุในเวลากลางคืนเป็นสามเท่า  ระหว่างเวลากลางวันอุบัติเหตุจะเกิด 1 ครั้งต่อรถจักยานยนต์ 155 คันบนท้องถนน ในเวลากลางคืนจะเกิดเพิ่มขึ้น 1 ครั้งทุกๆ รถจักยานยนต์บน 55 คันท้องถนน
  10. 7% ของอุบัติเหตุมีผลทำให้เกิดการเสียชีวิต
 

Copyright © 2010 ---.
All Rights Reserved.

( Safe Driver Edutation )the fish finder