บทที่ 1 ความรู้ในความเสี่ยงการขับขี่รถจักยานยนต์
การขับขี่รถจักยานยนต์มีความเสียงบางอย่างที่ไม่เหมือนการขับรถยนต์หรือ รถบรรทุก รถจักยานยนต์ไม่มีการยึดเกาะถนนเหมือนรถยนต์เพราะว่าต้องอาสัยการทรงตัว และรถจักยานยนต์จะทำให้คุณได้รับการบาดเจ็บมากกว่าเพราะว่ามีเครื่องป้องกัน น้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์,รถบันทุก หรือยานภาหะนะอื่นๆ เนื่องจากขนาด ผู้ขับขี่ที่ไม่ได้ขับรถจักยานยนต์พวกเขาอาจจะไม่มองดูรถจักยานยนต์ในการ จราจรและจะไม่สนใจในการให้ทางแก่ผู้ขับรถจักยานยนต์ นี่คือความเสี่ยงของผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ โดยเฉพาะที่ทางร่วมทางแยก มีคำถามที่ดีที่จะถามคือ ( คุณเป็นผู้ขับรถยนต์ที่ดีแค่ไหน ) ผู้ขับรถหลายคนคิดว่าตัวเองขับดีกว่ามาตรฐานปรกติเมื่อถูกถาม ไม่มีใครที่จะเป็นผู้ขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ มันควรจะมีการพัฒาปรับปรุงการขับขี่ พยายามให้มีความสมบูรณ์แบบที่สุดเสมอ เป็นสิ่งที่ถ้าทายมากกว่าการเป็นแค่ผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ ซึ่งไม่มีใครที่อยากเป็นหนึ่งในสถิติการบาดเจ็บ แต่มันเป็นความจริงที่หลีกเลียงไม่ได้ที่มีผู้ขับขี่รถยนต์รถจักยานยนต์ได้ รับบาดเจ็บเป็นพันๆคนในแต่ละปี ในปรเทศไทยมีผู้ขับขี่รถจักยานยนต์กว่า 85% ได้รับบาดเจ็บสาหัสซึ่งหลายคนคิดว่าพวกเขามีความคล่องตัวมากกว่าผู้ขับรถ ยนต์เพราะว่าพวกเขามีการเรียนรู้และเข้าใจการจราจรมากกว่า การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้ขับขี่รถจักยานยนต์มีความชำนาญในการซิกแซกไม่ว่า จะในการจราจรที่ติดขัดหรือเคลื่อนตัว ไม่มีความเสียงใดๆกับผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ หากผู้ขับขี่กำหนดพฤติกรรมของตัวเอง ในขณะที่เป็นไปได้ที่จะช่วยลดความเสียงของตัวเองลง ความปลอดภัยในท้องถนนเป็นความรับผิดชอบของทุกคนร่วมกัน
คุณเคยคิดบ้าง หรือไม่ว่าคุณสามารถรับความเสียงได้มากน้อยเพียงใด เราทุกคนต่างอยู่ได้ด้วยผลการตัดสินใจของตัวเราเองและพวกเรายังต้องรับผิด ชอบในการขับขี่ของเราในการจราจร ผู้คนมีความเสียงหลายรูปแบบอยู่ทุกวันแต่บางคนอาจจะรับความเสียงมากกว่าคน อื่นๆ ตัวอย่างเช่นลองนึกถึงขั้นบันไดขั้นสูงสุดของอาคารเพื่อทดสอบ คุณพยายามปีนขึ้นไปบนขั้นแรกและกระโดดลงมาที่พื้น ลองคิดดูว่าขั้นที่สอง ที่สาม จะเป็นอย่างไร คุณคิดถึงคนที่จะปีนขึ้นไปบนขั้นบนสุดกว่าและกระโดดลงมาที่พื้น ซึ่งมีความเสียงมากกว่าคนอื่นๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเสี่ยงที่คุณจะได้รับ พยายามคิดถึงความเสี่ยงที่คุณจะได้รับเมื่อคุณขับรถเข้าไปในการจาราจรดัง นั้นคุณจะสามารถจัดการกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งหลายในขณะขับขี่ได้
เมื่อคุณทราบถึงความเสียงที่จะเกิดขึ้นกับการขับขี่รถจักยานยนต์และคุณ ยอมรับความเสี่ยงนั้นก็คงเป็นเวลาที่คุณจะได้เวลาเรียนรู้ว่าจะจัดการความ เสียงได้อย่างไร การเลือกที่จะยอมรับการท้าทายจากการขับขี่รถจักยานยนต์อย่ารับผิดชอบคือการ คิดถึงผลที่จะตามมาจากการขับขี่ของคุณ ยังหมายถึงความรับผิดชอบส่วนบุคลรวมทั้งการพัฒนาความชำนาญและการพิจารณาที่ ส่งผลลัพธ์ไปยังการตัดสินใจและการกระทำของคุณ ความรู้ที่เรื่องอุบัติเหตุถือว่าเป็นประโยชน์ช่วยในการจัดการกับความซับ ซ้อนของสถานะการณ์ที่จะเกิดขึ้น คุณจะตอบคำถามนี้อย่างไร ? (อะไรคือสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุในประเทศไทย ) นี่คือผลัพธ์บางส่วนของการศึกษาอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจักยานยนต์ในกรุงเทพ ฯและต่างจังหวัดเกือบ 1000 ครั้งในปี 2001
บทสรุปของสาเหตุของอุบัติเหตุจักรยานยนต์ที่ประเทศไทย
- ความผิดพลาดของผู้ขับขี่คือปัจจัยหลักที่พบบ่อยที่สุดของการเกิดอุบัติเหตุ (50-55%)
a. แอลกอฮอมีส่วน 30 % ของการเกิดอุบิติเหตุ
b. มีทักษะการขับขี่น้อย คิดเป็น 40% ของการเกิดอุบัติเหตุ
i. ทัศนะวิสัยการมองเห็น และ ความสามารถในการมอง ( ไม่มีกระจก )
ii. ไม่เปิดสัญญาณไฟ หรือไฟหน้าแม้แต่เวลากลางคืน
iii. ใช้ความเร็วไม่เหมาะสม
iv. ขับในอยู่ตำแหน่งที่ไม่ปลอดภัย
v. ขับจี้ท้ายมากเกินไป
vi. ขับออกนอกถนนหรือล้ม - ความผิดพลาดจากยานพาหะนะอื่นๆ (35-40%)
a. ทัศนะการมองเห็นและความสามรถในการมองเห็น ( ไม่สามารถมองเห็นรถจักยานยนต์ )
b. ไม่ให้ทางรถจักยานยนต์
c. ไม่สนใจสัญญาณจราจรต่างๆ - ความบกพร่องของยานพาหะนะ
a. ไม่ได้รับการปรับปรุงหรือไม่ได้รับการบำรุงรักษารถจักยานยนต์ โดยเฉพาะไฟและกระจก
b. เกียบ 30% ของรถจักยายนยนต์ ที่ได้รับอุบัติเหตุ ไม่มีแม้แต่กระจกมองข้าง รวมทั้งการออกแบบหมวกนิรภัยเป็นผลให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็นรถคันอื่นที่ มาทางด้านหลัง - การออกแบบถนนและการบำรุงรักษามีส่วน 5-10% ของการเกิดอุบัติเหตุ (โดยเฉพาะเวลากลางคืน)
- 20% ของอุบัติเหตุของรถจักยานยนต์ คือการเกิดอุบัติเหตุจากรถจักยานยนเอง
a. รถจักยานยนต์วิ่งออกนอกถนน (เป็นสาเหตุที่พบบ่อย ) - ผู้ขับขี่
a. ผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ชายมีส่วน 80-95% ของการเกิดอุบัติเหตุ (อายุระหว่าง 18-35)
b. ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่เรียนรู้ด้วยตนเอง หรือไม่ก็เรียนจากเพื่อและญาติพี่น้อง และไม่มีใบอนุญาต
c. ผู้ขับขี่ส่วนน้อยที่ได้รับการฝึกอบรมการขับรถจักยานยนต์ - สิ่งที่ป้องกัน
a. การใช้หมวกกันน๊อคในเขต กทม คือ 78% ในเวลากลางวันและ 60% ในเวลากลางคืน
b. การใช้หมวกกันน๊อคนอกเมืองมีเพียงแค่ 25%
c. ผู้ซ้อนท้ายใส่หมวกกันน๊อค 4% นอกเมือง และ 30% ในกรุงเทพฯ
d. หมวกกันน๊อคที่ไม่ได้มาตรฐานป็นสาเหตุหนึ่งของการตายที่ค่อนข้างสูง - อุบัติเหตุธรรมดาส่วนใหญ่ คือการชนท้ายรถจักยานยนต์ด้วยกันเอง หรือชนรถยนต์ รถบรรทุก
- อุบัติเหตุในเวลากลางคืนเป็นสามเท่า ระหว่างเวลากลางวันอุบัติเหตุจะเกิด 1 ครั้งต่อรถจักยานยนต์ 155 คันบนท้องถนน ในเวลากลางคืนจะเกิดเพิ่มขึ้น 1 ครั้งทุกๆ รถจักยานยนต์บน 55 คันท้องถนน
- 7% ของอุบัติเหตุมีผลทำให้เกิดการเสียชีวิต


