บทที่ 3 เตรียมความพร้อมก่อนขับขี่
เตรียมตัวเพื่อขับขี่
เตรียม ความพร้อมในการขับขี่ ก่อนที่คุณจะขับรถออกไปให้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยคุณควรคำนึ่งถึงสิง ใดบ้าง ในการขับรถออกไปในแต่ละครั้ง คุณควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้
- สวมเครื่องป้องกันให้ครบถ้วน
- ทำความคุณเคยกันรถมอเตอร์ไซด์คันที่จะขับขี่
- ตรวจสอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆของมอเตอร์ไซด์
- มีจิตสำนึกในการขับขี่อย่างรับผิดชอบ
- มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์
สวมเครื่องป้องกันให้ครบถ้วน
เมื่อ ขับขี่และสวมเครื่องป้องกันถูกต้องซ่อมจะป้องกันคุณ ในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง คุณจะได้รับอันตรายน้อยลงหรือไม่บาดเจ็บเลยถ้าคุณใสเครื่องป้องกันอย่างเช่น
- หมวกกันน๊อคที่ได้รับมาตรฐานและสวมอย่างถูกต้อง
- ป้องกันใบหน้าและดวงตา
- เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นชนิดที่ป้องกันอันตราย
การใช้หมวกกันน๊อค
อุบัติเหตุเกิด ขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ขับขี่มือใหม่ที่ไม่ได้รับการฝึกอบรม และหนึ่งในห้าของอุบัติเหตุสรุปได้ว่าเกิดขึ้นกับศรีษะหรือคอ การบาดเจ็บที่ศรีษะจะมีมีความร้ายแรงเท่ากับที่คอ จากการวิเคาะร์ได้แสดงให้เห็นว่าการบาดเจ็บที่ศรีษะและคอเป็นสาเหตุหลักของ การบาดเจ็บสาหัสถึงเสียชีวิต งานวิจัยยังได้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการบาดเจ็บที่หัวและคอได้โดยการสวมใส่ หมวกกันน๊อคอย่างถูกวิธีและถูกต้อง
นักวิจัยได้เปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ขับรถจักยานยนต์โดยสวมหมวกกันน๊อคละ ไม่สวมหมวกกันน๊อคจากตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิต หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสอง อุบัติเหตุที่เกิดจากรถจักยานยนต์เก้าร้อยครั้งใน Los Angeles และอุบัติเหตุ 969 ครั้งในประเทศไทย ผบว่ามีตัวเลขผู้ได้รับความเสียหาย 1,082 คน ในการศึกษาทั้งสอง เกือบราวๆ 20-25% ของผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวในโรงพยาบาล และ 6% เสียชีวิตจากตัวเลขนั้น 2 -3 เท่าของผู้ไม่สวมหมวกกันน๊อคจะเสียชีวิต และ สามเท่าได้รับบาเจ็บ ใช้หมวกป้องกันไม่สามารถยับยั้งความหายนะทั้งหมดเพราะว่าผู้ขับขี่หลายคนบาด เจ็บส่วนล่างของหมวกกันน๊อคซึ่งหมวกไม่สามารถป้องกันได้ อย่างไรก็ตามมันมีประสิทธิภาพมากในความตายยับยั้งและการบาดเจ็บจากสมองของ ผู้ที่รอดชีวิตจากการบาดเจ็บของคอ
การใช้หมวกและไม่ใช้หมวกได้ถูกกำหนดโดยหลายวีธี ซึ่งได้รับการทดสอบและวิเคาะร์จากชิ้นส่วนหมวกกันน๊อคที่ได้รับความเสียหาย จากการชน อย่างไรก็ดีจากการสัมภาษณ์ของผู้ขับขี่ผู้โดยสารและผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อหาความเป็นไปได้ของสาเหตุและเวลาที่หมวกหลุดออก ใน Los Angeles มีเพียง 5% ของหมวกที่หลุดออกระหว่างการชน ซึ่งเพราะโดยปรกติแล้วเกิดจากผู้ขับขี่ไม่ได้ลัดสายลัดคาง แต่สำหรับในประเทศไทย หนึ่งในสี่ของหมวกจะหลุดออก ( ซึ่งเกิดจากการหมวกที่หลวม, คาดสายลัดคางไม่ดี หรือการออกแบบหมวกไม่ได้มาตฐาณ )
จากสถิติในประเทศไทยได้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นการเสี่ยงมากที่จะสวมหมวก กันน๊อคที่ไม่ได้มาตฐานกว่าการที่ไม่สวมหมวกกันน๊อคเลย ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกเสียชีวิตมากกว่าสามเท่า และผู้ขับขี่ที่หมวกหลุดเสียชีวิตมากกว่าหกเท่าซึ่งเท่ากับผู้ขับขี่ที่สวม หมวกไม่ได้มาตฐาน
เหตุผลที่ไม่สวมหมวกกันน๊อค
1. ผู้ ขับขี่รถจักยานยนต์หลายคนคิดว่า เป็นการดีเสียกว่าที่จะตายจากอุบัติเหตุกว่าที่จะรอดชีวิตมากโดยที่ได้รับ บาดเจ็บทางสมอง ซึ่งในที่นี้หมายถึงการชนโดยที่ไม่มีหมวกคือการตาย ในขณะชนโดยที่มีหมวกหมายถึงการรอดชีวิตโดยที่สมองได้รับความกระทบกระเทือน อย่างหนัก ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นตัวเลือกที่จะขับขี่โดยที่ไม่สวมหมวกในที่สุด อย่างไรก็ตามการไม่สวมหมวกกันน๊อคจะได้รับผลร้ายที่จะเกิดขึ้นทั้งสองอย่าง คือ ตาย และ พิการทางสมอง การขับขี่โดยไม่สวมหมวกกันน๊อคที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยจะมีความเสี่ยงใน การเสียชีวิตสองถึงสามเท่าและ มีความเสี่ยงเป็นสามเท่าที่จะได้รับการบาดเจ็บทางสมองถ้าหากผู้ขับขี่นั้น รอดชีวิตจากอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจากอุบัติเหตุการชนของของผู้ขับขี่รถจักยาน ยนต์กว่า 2000 คน ดังนั้นผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ไม่ควรขับขี่โดยที่ไม่ได้สวมหมวกกันน๊อคที่ได้ รับมาตรฐาน
2. ผู้ขับขี่บางคนไม่สวมหมวกเพราะว่าหมวกนั้นบดบังทัศนะวิสัยด้านข้าง ซึ่งบางส่วนสวมหมวกในเฉพาะการขับทางไกลหรือในขณะขับด้วยความเร็วสูง ซึ่งเราจะได้พิจารณากันได้ดังต่อไปนี้
- หมวกได้รับมาตรฐานคุณจะสามารถมองเห็นด้านข้างได้ไกลเท่าที่คุณมีความจำ เป็นที่จะเห็น ในการศึกษาการชนของรถจักยานยนต์มากกว่า 900 กว่าe 40% ของผู้ขับขี่สวมหมวกกันน๊อคไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สวมหมวกกันนีอคแล้วมองไม่ เห็นจุดอันตราย
- อุบัติเหตุส่วนมากเกิดขึ้นใจการขับในระยะทางสั้นๆ ( น้อยกว่า ห้าไมล์ ) เพียแค่เวลาเพียงเล็กน้อยหลังจากขับออกไป
- ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ขับช้ากว่า 30 ไมล์ ในระหว่างเกิดอุบัติเหตุ ด้วยความเร็วเท่านี้ หมวกกันน๊อคสามารถป้องความรุนแรงและกันการบาดเจ็บศีรษะได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าความเร็วเท่าไดก็ตาม ผู้ขับขี่ที่สวมหมวกกันน๊อคจะมีโอกาสที่จะรอดชีวิตจากความรุนแรงที่เกิดกับ ศรีษะมากกว่าไม่สวมหมวกในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ
3. ผู้ขับขี่บางส่วนสวมหมวกในเวลาที่มีตำรวจและบังคับใช้โดยกฏหมายเท่า นั้นซึ่งเป็นการกระทำที่โง่เขลาสิ้นดี ซึ่งอุบัติเหตุจะเกิดในเวลาที่มีตำรวจตั้งด่านจับอยู่มีโอกาสเป็นไปได้น้อย มาก และมันไม่เกี่ยวกับตำรวจเลยที่จะรักษาชีวิตคุณในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ ตำรวจสนใจแค่ต้องการให้ทำถูกกฏหมายจราจรเท่านั้น คุณควรสนใจที่จะป้องกันชีวิตคุณมากกว่าหลีกเลี่ยงการเสียค่าปรับ
การปกป้องดวงตาและใบหน้า
คน ขับมอเตอร์ไซด์ที่ถูกชนด้วยก้อนหินหรือแมลงเข้าที่ใบหน้าขณะกำลังขับรถอยู่ สามารถบอกคุณถึงข้อดีในการสวมเครื่องปกป้องใบหน้าได้. กระบังลมและแว่นกันลมไม่อาจปกป้องใบหน้าและดวงตาได้ทั้งหมด..ลม.. แมลง..ฝุ่น..อาจจะปลิวอ้อมเข้ามาเข้าตาได้..แว่นกันลมที่มีขอบด้านข้างอาจจะ ปกป้องตาได้อาจจะทำให้อากาศไม่ไหลผ่านจนทำให้น้ำตาไหลได้...ดังนั้นหมวกกัน น็อกจึงเป็นเครื่องป้องกันที่ปกป้องใบหน้าและดวงตาของคุณได้ดีที่สุด..
กระบังลมหน้า
กระบังลมหน้าที่มาพร้อมกับหมวก กันน็อกถูกออกแบบมาอย่างหลากหลายรูปแบบ..บางอันสามารถเลื่อนขึ้นเลื่อนลงได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้กระบังลมต้องมั่นใจว่ามันใช้ได้อย่างปลอดภัย.มันควรจะ ป้องกันแรงกระแทกได้และต้องปราศจากรอยขีดข่วน รอยขีดข่วนสามารถทำให้เกิดการหักเหของแสงและเกิดการมองเห็นที่ไม่ ชัดเจน..ดังนั้นกระบังลมต้องทำความสะอาดด้วยน้ำยาหรือสบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำ ความสะอาดพลาสติก..ต้องมั่นใจว่ากระบังลมหน้าที่คุณเลือกใช้นั้นได้ถูกออก แบบมาสำหรับหมวกกันน็อกและไม่ไปกีดขวางแว่นตาและแว่นกันแดดได้. สีอ่อนๆของกระบังลมและแว่นกันแดดเหมาะสำหรับที่จะใช้ในเวลากลางวันเท่านั้น และในตอนกลางคืนหรือในที่ที่มีแสงน้อยๆควรจะสวมเฉพาะกระบังลมที่ใสเท่านั้น .
แว่นตากันลมฝุ่น
ผู้ขับที่สวมแว่นตากันฝุ่นจะได้รับ การปกป้องดวงตาที่ดี แต่ว่าอาจจะไม่สามารถป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในบริเวณอื่นๆของ ใบหน้า แว่นตากันลมฝุ่นยังสามารถป้องกันการเกิดการมองแบบภาพโค้งได้ แว่นตากันลมที่ใส่ทับกระบังลมหน้าใช้ได้อย่างปลอดภัยและไม่ปลิวหลุดออก ถ้าใช้คู่กันกับกระบังลมเลนส์ของแว่นกันลมควรจะใสในกรณีที่ขับในตอนกลางคืน หรือในที่ที่มีแสงน้อยๆ
ชุดที่เหมาะสำหรับการใส่ขับมอเตอร์ไซด์
- ชุดใส่ที่เหมาะสำหรับการปกป้องจากการบาดเจ็บ ในกรณีที่เกิดการชนกันหรือปะทะกัน ชุดต้องใส่แล้วสบายสามารถป้องกัน ความอากาศที่ร้อน ความเย็น และความร้อนที่เกิดจากส่วนต่างๆของการทำงานของมอเตอร์ไซด์
- อย่างไรก็ตามมันคงจะเป็นเรื่องที่แปลกหากคนขับมอเตอร์ไซด์สวมใส่ชุดที่ นอกเหนือจากชุดธรรมดาแล้วมาขับรถอยู่บนถนน.. เป็นไปได้ที่เสื้อแจ็กเก็ตและกางเกงขายาวที่คลุมทั้งแขนและขาจะสามารถช่วยลด การบาดเจ็บได้หากเกิดอุบัติเหตุ และชุดที่ใส่ต้องช่วยให้ร่างกายอบอุ่นเพียงพอจากการพัดของลมและก็ต้องหลวมพอ ดีจะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและไม่ควรจะรุงรังไปกีดขวางการทำงานของ มอเตอร์ไซด์.
- ชุดหนังเป็นชุดที่นิยมใส่กันมากที่สุดและวัสดุสังเคราะห์บางอย่างที่ก็ ถูกนำมาใช้ตัดเป็นชุดใส่เพื่อป้องกันการบาดเจ็บก็ใช้ได้ดีเช่นกันแต่ทว่ามัน อาจจะฟังดูไม่ค่อยคุ้นเคยมากเท่าไหร่สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองไทย
- ถ้าหากคุณได้ขับรถอยู่เป็นประจำก็จะสวมเสื้อแจ๊กเก็ตเพื่อป้องกันผิว แห้ง..หาเสื้อที่ออกแบบมาที่ใส่แล้วไม่ร้อนมากจนเกินไปแม้แต่ในวันที่อากาศ ร้อนที่สุด
- ในเมืองไทย คนขับรถมอเตอร์ไซด์หลายๆคนมักจะใส่ร้องเท้าแตะหรือรองเท้าสำหรับใส่เล่น กีฬา รองเท้าเหล่านั้นสามารถป้องกันการบาดเจ็บที่เท้าและขาได้เพียงเล็กน้อยเท่า นั้น จากการศึกษาพบว่าจะมีการบาดเจ็บที่เท้าและขามากที่สุดหากเกิดอุบัติเหตุชน กัน
- ถ้าหากเป็นไปได้ผู้ที่ขับรถควรจะใส่รองเท้าบูทหรือรองเท้าที่สูงพอที่จะ หุ้มข้อขาและรองเท้าควรจะทำมาจากวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน รองเท้าควรแน่นพอที่จะไม่หลุด มีส้นรองเท้าที่สั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ไปลากกับพื้น และควรจะผูกสายให้ดีและไม่เหลือไว้ไปเกี่ยวพันกับระบบการทำงานของรถได้.
- ควรใส่ถุงมือเพื่อป้องกันมือจากการถลอก ถุงมือควรกระชับและทำมาจากวัสดุที่ทนทาน
ทำความรู้จักกับรถของคุณ
มี หลายๆอย่างที่อยู่บนท้องถนนที่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับตัว คุณได้และรถของคุณเองก็ไม่ควรจะเป็นหนึ่งในต้นเหตุของปัญหาเหล่านั้น..การ ตรวจเช็ครถก่อนที่จะขับออกไปจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่ารถของคุณจะตอบสนองและ ทำงานได้เป็นอย่างดีและไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในขณะที่ขับขี่..แหล่งข้อมูล เบื้องต้นที่สำคัญเกี่ยวกับการตรวจเช็ครถมอเตอร์ไซด์จะอยู่ในคู่มือการใช้ งานที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไซด์ของคุณ..
ต้องให้แน่ใจว่าคุณได้อ่านและทำ ความเข้ากับข้อมูลต่างๆที่สำคัญ..แล้วรถของคุณจะยังคงใช้งานและวิ่งได้ดี เหมือนรถใหม่ถ้าหากคุณได้ทำตรวจการซ่อมบำรุงอย่างดีอยู่เป็นประจำ
เพื่อความมั่นใจว่ารถของคุณจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง
- อ่านคู่มือที่มากับรถให้ละเอียด
- ใช้รถที่เหมาะสมกับตัวคุณ
- ทำวามคุ้นเคยกับอุปกรณ์ควบคุมต่างๆ
- ตรวจสอบมอเตอร์ไซด์ก่อนการขับขี่ทุกครั้ง
- รักษามันให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยระหว่างการขับขี่
- หลีกเลี่ยงการแต่งรถที่อาจทำให้รถของคุณมีความปลอดภัยน้อยลงหรือควบคุมยากขึ้น
การตรวจสอบรถก่อนการขับขี่ทุกครั้งควรจะทำเป็นประจำให้เป็นนิสัยเช่น เดียวกันกับการตรวจสภาพอากาศทุกครั้งก่อนที่จะออกไปเที่ยวข้างนอก .. มันง่ายและไม่เปลืองเวลามากที่จะตรวจดูอุปกรณ์ต่างๆ และเพื่อความสะดวกให้จำขั้นตอน “T-CLOCS” ไว้เป็นแนวทางในการตรวจดูรถก่อนที่จะขับขี่ทุกๆครั้ง
การตรวจดูรถ ก่อนการขับขี่ใช้เวลาไม่มาก ถ้าหากตรวจก่อนขับทุกครั้งจะช่วยให้คุณรู้อย่างแน่นอนว่าตรงไหนเสียก่อนที่ จะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้
การซ่อมบำรุงจะควบคู่ไปกันกับการตรวจสอบก่อนการขับขี่ การซ่อมบำรุง อยู่เป็นประจำก็เหมือนกับการที่ตัวคุณไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกาย....การเสียด สีและคราบเขม่าที่เกิดจากการใช้งาน
การซ่อมบำรุงอยู่เป็นประจำจะช่วยป้องกันการที่จะต้องจ่ายค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ตารางการซ่อมบำรุงรถจะอยู่ในคู่มือการใช้งานที่มาพร้อมกับรถ ให้จำไว้ว่าเหตุจากการทำงานของกลไกที่ขัดข้องอาจทำให้รถใช้งานไม่ได้เป็น ปรกติซึ่งจะส่งผลให้รถของคุณต้องได้ลงไปจอดที่ข้างทาง ถ้าหากคุณยืมรถของคนอื่นมาให้ตรวจดูรถคันนั้นทุกอย่างเสมือนรถของคุณ คือตรวจดูว่าอุปกรณ์ควบคุมต่างๆว่าอยู่ตรงไหน เช่น สวิตช์ต่างๆ สัญญาณไฟเลี้ยว แตรรถ สวิตช์ไฟหน้า วาวปล่อยน้ำมันเชื้อเพลิง สวิตช์หยุดการทำงานของเครื่องยนต์ ทำความคุ้นเคยและรู้ว่ามันอยู่ตรงไหนเพื่อที่เวลาคุณต้องการใช้จะได้ไม่ต้อง ไปมองหาว่ามันอยู่ตรงไหน
เรียนรู้ระบบการทำงานของเกียร์การทำงานของคันเร่ง คลัตช์และเบรก ก่อนที่จะสตาร์ทรถแล้วขับออกไป ตัวอุปกรณ์ควบคุมทั้งหมดจะตอบสนองต่างกันเพียงเล็กน้อย ขับรถด้วยความระมัดระวัง และระวังสิ่งที่อยู่รอบๆ เร่งเครื่องเบาๆ และเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เพียงพอที่จะหยุดหากต้องการหยุด
รถมอเตอร์ไซด์ที่เหมาะกับตัวคุณ
อย่าง แรกก่อนที่จะเริ่มขับขี่รถทุกครั้ง ต้องแน่ใจว่ารถมอเตอร์ไซด์คันนั้นเหมาะสมกับตัวคุณ เช่น ต้องไม่สูงเกินไป ต้องให้เท้าของคุหยั่งถึงพื้นได้เมื่อคุณนั่งอยู่บนเบาะ
ในเมืองไทย มอเตอร์ไซด์ที่ใช้มีอยู่หลายรูปแบบและใช้มากที่สุดได้แก่ ฮอนด้า ยามาฮ่า คาวาซากิ และซูซูกิ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามก็มีรถมอเตอร์ไซด์สปอร์ตขนาด 125 ซีซี ถึง 150 ซีซี ที่ใช้ในการแข่งก็ได้ถูกนำมาใช้ขับขี่อยู่ตามท้องถนน
ทำความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ควบคุม
มือและเท้าทั้งสอง ข้างของคุณจะถูกใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆและการทำงานของรถ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่าตัวควบคุมอะไรอยู่ตรงไหน การฝึกฝนและการพัฒนาการใช้งานให้คล่องแคล่วจะช่วยให้การขับขี่นั้นราบรื่น ขึ้น
จับ (แฮนด์) เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่สำคัญที่ใช้ในการควบคุมทิศทางของรถมอเตอร์ไซด์สิ่ง เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ควบคุมเบื้องต้นที่พบอยู่ในรถมอเตอร์ไซด์ที่ใช้ทำให้รถ สามารถวิ่งไปและทำให้รถหยุด
คันเร่ง จะอยู่บนที่จับด้านขวามือและเป็นตัวควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในเรื่อง ของความเร็ว การเร่งความเร็วเครื่องยนต์จะทำได้โดยจับคันเร่งแล้ว(บิด) คันเร่งเข้าหาตัวและถ้าหากจะผ่อนความเร็วก็แค่ปล่อย คันเร่งจะหมุนกลับมาที่ตำแหน่งเดิมโดยอัตโนมัติ
ก้านคลัตช์ จะอยู่ติดกับที่วางมือด้านซ้ายมือและใช้งานโดยใช้นิ้วมือซ้าย คลัตช์เป็นตัวเชื่อมกำลังของเครื่องยนต์ไปขับเคลื่อนล้อหลัง เมื่อบีบคลัตซ์จะเป็นการเลิกช้คลัตซ์และเมื่อปล่อยมือจะเป็นการใช้คลัตซ์
แป้นคันเกียร์ จะอยู่ใกล้กับที่วางเท้าซ้ายและใช้งานโดยเท้าซ้าย การเหยียบลงด้านหน้าเป็นการเพิ่มระดับเกียร์ให้สูงขึ้นและการเหยียบลงด้านลง จะทำให้ระดับเกียร์ลดต่ำลง.. การเหยียบด้านหน้าหรือด้านหลังหนึ่งครั้งจะเป็นการเปลี่ยนระดับเกียร์หนึ่ง ระดับ เมื่อคันเกียร์ถูกปล่อย มันจะกลับมาที่จุดศูนย์กลางของระบบกลไกที่พร้อมจะเปลี่ยนระดับเกียร์ขึ้น หรือลง โดยทั่วไประบบของเกียร์มอเตอร์ไซด์ที่มีคลัตช์จะเป็น 1-ว่าง-2-3-4-5 เกียร์ว่างจะเป็นการเข้าเกียร์เพียงครึ่งหนึ่งระหว่างเกียร์หนึ่งและเกียร์ สอง ซึ่งส่วนใหญ่รถมอเตอร์ไซด์จะมีอยู่ 5 เกียร์แต่บางคันก็อาจจะมี 4 หรือ 6 เกียร์เดินหน้า
เบรกหน้า จะอยู่ด้านบนที่จับด้านขวามือ ซึ่งจะใช้มือขวาในการควบคุมและใช้งาน โดยการบีบลงมา
เบรกหลัง จะอยู่ด้านหน้าของที่วางเท้าด้านขวา และใช้เท้าขวาเหยียบเพื่อเบรคให้รถหยุด
* ตำแหน่งและการทำงานของตัวควบคุมและอุปกรณ์ต่างๆ ในรถมอเตอร์ไซด์จะแตกต่างกัน แหล่งข้อมูลที่สำคัญของสิ่งเหลานี้จะอยู่ในคู่มือที่มาพร้อมกับรถของคุณ
วาวปล่อยน้ำมันเชื้อเพลิง ถ้ารถของคุณมีวาวเปิด 1 ตัว มันจะอยู่ที่ใต้ถังน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งจะถูกใช้งานโดยมือซ้าย มันจะเป็นตัวควมคุมการปล่อยน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่เครื่องยนต์ รถส่วนใหญ่จะมีวาล์วปิดเปิด 1 ตัว แต่บางคันก็จะมีวาล์วแบบอัตโนมัติที่คนขับไม่ต้องไปปรับอะไร
ในการปรับระดับ วาวปล่อยน้ำมันเชื้อเพลิง จะมีอยู่ สามตำแหน่ง คือ เปิด ปิด และ สำรองน้ำมัน ตำแหน่งสำรองน้ำมันจะถูกปรับใช้ในกรณีที่น้ำมันเหลือน้อยเพื่อสงวนไว้ให้ สามารถขับต่อไปได้ชั่วระยะทางหนึ่ง สั้นๆ จนกว่าจะไปถึงปั้มน้ำมันซึ่งในถึงใหญ่น้ำมันหมดไปแล้ว ควรจะตรวจดูในคู่มือการใช้งานรถของคุณเพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง
ช่องบิดสำหรับ เปิด ปิด และ ล็อก และบางคันอาจจะมีตำแหน่ง จอด ในตำแหน่งล็อก จะสามารถถอดลูกกุญแจออกได้ และระบบของเครื่องยนต์จะถูกล็อกระบบการทำงานไว้หมด ตำแหน่งจอดก็เช่นเดียวกันกับตำแหน่งล็อกแต่ระบบไฟฟ้าจะยังคงทำงานอยู่เพื่อ ทำให้ไฟท้ายทำงานได้เพื่อเวลาที่จอดรถในตอนกลางคืน และสวิตช์บางตัวก็มีตำแหน่งเข้าสู่ระบบ accessory อีกด้วย
ตัวควบคุม Choke Control จะอยู่บนหรือใกล้กับที่จับ (แฮนด์) หรืออยู่ใกล้ๆกับตัวเครื่องยนต์ระบบหัวฉีดหรือ คาบูเรเตอร์ เป็นตัวช่วยในการเพิ่มอัตตราส่วนของเชื้อเพลิงกับอากาศในเวลาที่ติดเครื่อง ในขณะที่เครื่องเย็น โดยช่วยทำให้เครื่องอุ่นอย่างรวดเร็วและควรจะปิดหลังจากที่เครื่องอุ่นแล้ว
สวิตช์ปิด หยุดการทำงานของเครื่องยนต์ จะอยู่ใกล้ๆกับที่จับมือด้านขวาและจะถูกใช้งานโดยหัวแม่มือขวา ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถดับเครื่องยนต์ได้โดยที่ไม่ต้องปล่อยมือจากแฮนด์มา บิดกุญแจเพื่อดับเครื่อง
สวิตช์สัญญาณไฟเลี้ยว โดยปรกติจะอยู่ใต้ที่จับด้านซ้ายมือและจะถูกใช้งานโดยหัวแม่มือซ้าย ส่วนใหญ่จะต้องปิดสวิตช์ด้วยตัวเองหลังจากที่เปลี่ยนช่องทางหรือเลี้ยวรถ เสร็จแล้ว แต่รถบางคันก็สามารถปิดเองได้อย่างอัตโนมัติ
สวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ จะใช้เพื่อเปิดไฟสูง และ ไฟต่ำ จากไฟหน้ารถ
ปุ่มกดแตรรถ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้แฮนด์ที่จับด้านซ้ายมือ และใช้งานโดยหัวแม่มือซ้าย
ปุมสตาร์ทรถ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใต้แฮนด์ที่จับด้านขวามือ และใช้งานโดยหัวแม่มือด้านขวามือ
มาตรวัดความเร็วรถ เป็นส่วนหนึ่งของแผงหน้าปัทม์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้แสดงว่ารถกำลังวิ่งด้วยความเร็วเท่าไหร่ จะมีตัววัดระยะทางรวมอยู่ด้วย ทั้งยังสามารถปรับตั้งเพื่อวัดระยะทางในการเดินทางได้
มาตรวัดความเร็วรอบเครื่องยนต์ อุปกรณ์วัดรอบเครื่อง อยู่บนแผงหน้าปัทม์ จะใช้วัดรอบความเร็วของเครื่องยนต์ ขีดสีแดงบนมาตรวัดคือตำแหน่งที่เครื่องทำงานรอบสูงสุดและไม่ควรจะเร่ง เครื่องเลยเส้นนี้
ไฟเตือนบอกสัญญาณ ซึ่งจะบอกแสดงถึงการทำงานของ เกียร์ว่าง ไฟสูง สัญญาณไฟเลี้ยว แรงดันน้ำมันเครื่อง ขาตั้งด้านข้างรถและอื่นๆ
ขาตั้งด้านข้าง และขาตั้งตรงกลาง จะช่วยให้รถตั้งอยู่ได้เมื่อเวลาจอด ซึ่งบางคันอาจจะมีขาตั้งข้างเดี่ยว แต่บางคันอาจจะมีทั้งสองแบบ และสามารถดีดกลับเองได้โดยใช้สปริงช่วย


