เซฟไดรฟเวอร์เอดูเคชั่น

สอนขับรถ สำหรับมือใหม่ และฝึกอบรมการขับรถอย่างปลอดภัยสำหรับองค์กร

คำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนนเลือกโรงเรียนสอนขับรถที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อตัวคุณ และคนที่คุณรัก
  • หน้าหลัก
  • มือใหม่หัดขับ
  • อบรมองค์กร
  • ซิมูเลเตอร์
  • เครื่องตรวจสายตา
  • ห้องภาพ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อสอบถาม
หลักสูตรขับรถมอไชด์
  • บทที่ 1 ความรู้ในความเสี่ยง
  • บทที่ 2 การจัดการความเสี่ยง
  • บทที่ 3 เตรียมความพร้อมก่อนขับขี่
  • บทที่ 4 การขับขี่มอเตอร์ไซด์
  • บทที่ 5 การลดความเสี่ยง
  • บทที่ 6 การปรับพฤติกรรมผู้ขับขี่
  • สาเหตุของการเกิดอุบิติเหตุ
  • --->

บทที่ 4 การขับขี่มอเตอร์ไซด์

PDF | Print | E-mail

เริ่มต้นก่อนการขับ

ท่านั่งขับมอเตอร์ไซด์ที่ถูกต้องนั้นทำการขับขี่ง่ายขึ่น นั่งตัวตรงให้หลังตรง เงยหน้าขึ้น วางเท้าทั้งสองข้างไว้บนที่เหยียบใกล้กับอุปกรณ์ควบคุมเก็บข้อศอกและเข่าแนบ ไว้และผ่อนคลายสบายๆ วางข้อมือให้ราบเรียบกับคันเร่งไม่ต้องเกร็ง ใช้นิ้วมือกำรอบๆคันเร่งและพร้อมที่จะใช้เบรกได้หากต้องการหยุดรถหรือชล อความเร็ว

หลังจากที่คุณนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซด์แล้ว ตรวจดูสิ่งเหล่านี้ก่อนเคลื่อนรถออกไป
คลัตช์และคันเร่ง  ต้องแน่ใจว่าทำงานได้อย่างราบเรียบนุ่มนวล คันเร่งควรจะหมุนกลับมาที่ตำแหน่งเดิมหลังจากที่บิดแล้วปล่อยมือผ่อนคัน เร่ง  ครัตช์เมื่อปีบและนุ่มนวลต้องแน่น  แรงเสียดทานคือตำแหน่งที่คันคลัตช์เริ่มทำงานเพื่อส่งกำลังขับเคลื่อนผ่านไป ยังล้อหลัง  จนกระทั่งปล่อยคลัตช์เต็มที่คือจุดที่เครื่องยนต์ส่งกำลังขับเคลื่อนผ่านไป ยังล้อหลังมากที่สุด  การฝึกใช้คลัตซ์ เพื่อให้เกิดความชำนาญในช่วงที่คลัตซ์ทำงาน เป็นการพัฒนาผู้ขับขี่ออกรถได้อย่างนุมนวลจากจุดที่รถหยุดอยู่

กระจก  ต้องเช็ดให้สะอาดและปรับให้อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นด้านหลังได้ถนัดก่อนที่ จะออกรถ อย่าขับรถด้วยมือข้างเดียวขณะที่มืออีกข้างกำลังปรับกระจกอยู่ ปรับที่ละข้างเพื่อกระจกให้มองเห็นถนนด้านหลังและช่องทางเดินรถด้านข้างให้ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  กระจกอาจจะมองเห็นบางส่วนของแขนและไหล่ของคุณ แต่ให้จำไว้ว่าถนนด้านหลังและถนนด้านข้างสำคัญที่สุด
เบรก  พยายามใช้ทั้งเบรกเบรกหน้าและเบรกหลังในเวลาเดียวกัน หากต้องการหยุด  ต้องตรวจดูให้แน่ใจก่อนว่าเบรกจะสามารถหยุดรถได้เวลาที่ต้องการยุด
แตรรถ  ลองบีบแตรดูว่ามันดังและใช้งานได้หรือไม่
 
 
รู้จักกับความรับผิดชอบของคุณ
อุบัติ เหตุ์ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถรู้ได้ ล่วงหน้า อาจจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือความผิดพลาดของใครบางคนอุบัติเหตุ์เกิด ขึ้นได้บ่อยโดยทั่วไปในการจราจรแต่นั่นไม่ใช่ปัญหา  ในความเป็นจริงผู้ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถ สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่เป็นต้นเหตุปราศจากความรับผิดชอบจนก่อ ให้เกิดอุบัติเหตุได้
ลองนึกดู ในสถาณการณ์   ที่มีรถคันหนึ่ง กำลังพยายามเร่งความเร็วอย่างเต็มที่เพื่อจะข้ามทางสี่แยกไฟแดงในขณะที่ไฟ กำลังจะเปลี่ยนจากไฟเหลืองเป็นไฟแดง  อีกด้านหนึ่ง ไฟสัญญาณของคุณกำลังเปลี่ยนเป็นไฟเขียวโดยที่คุณออกรถเลยไม่ได้มองดูเลยว่า มีรถคันอื่นกำลังวิ่งมาจากอีกด้าน   นี่คือคนทั้งสองกำลังเผชิญอยู่สิ่งที่เป็นความรับผิดชอบของคุณทีจะต้องหยุด ดูก่อนที่จะข้ามไปและก็เป็นความรับผิดชอบของอีกคนที่จะต้องไม่ออกรถถ้า ปฏิบัติโดยมีความรับผิดชอบทั้งสองฝ่าย เรื่องการต่อลองกันก็จะไม่เกิดขึ้น หากมีคนใดคนหนึ่งไม่มีความรับผิดชอบ ก็จะเป็นชนวนที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

ในฐานะผู้ขับขี่คุณไม่สามารถจะมั่นใจได้อย่างแน่นอนว่าคนขับอื่นๆอาจจะ มองเห็นคุณหรือให้ทางแก่คุณ เพื่อลดโอกาสที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการชนกันคุณต้อง  

  • ให้คนอื่นมองเห็นคุณ    ใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม  เปิดไฟหน้า ขับรถอยู่ในช่องทางเดินรถที่มองเห็นรถคันอื่นๆ และก็ต้องให้คนอื่นมองเห็นคุณด้วยเช่นกัน
  • สื่อสารบอกถึงความต้องการของคุณที่กำลังจะปฏิบัติ  เช่น ให้สัญญาณอย่างถูกต้องเหมาะสม ไฟเบรก  และอยู่ในช่องทางเดินรถที่ถูกต้อง
  • รักษาระยะห่างจากรถคันอื่นๆ ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง  และด้านหลัง เวนระยะไว้พอที่จะให้รถคันอื่นขับแซงผ่านและขับแซงรถคันอื่นไปได้
  • ทิ้งระยะรถคันหน้าประมาณ  12 – 15 วินาที
  • หลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางที่อยู่ด้านหน้าอย่างระมัดระวังเตรียมพร้อมที่จะ ตอบสนอง ตื่นตัวและเตรียมพร้อมอยู่เสมอว่าจะต้องทำอย่างไร เมื่อหตุการณ์ณ์บางอย่างเกิดขึ้น

การกล่าวโทษกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่ได้มีความหมายอะไรเลยหากมีใครบางคน ต้องบาดเจ็บจากการชนกัน   ต้นเหตุเพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดการชนกันได้  ความสามารถการขับอย่างระมัดระวัง  การตัดสินใจอย่างรวดเร็วและแยกความรับผิดชอบ ของผู้ขับทั้ง 2 ฝ่ายจากอุบัติเหตุ  ต้องตระหนักว่า เราจะเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ หรือเข้าไปร่วมโดยไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน

ความสามรถในการขับรถ
หลัก สูตรนี้ไม่ได้สอนให้คุณรู้วิธีว่าจะทำอย่างไรในการควมคุมทิศทางใช้ ,ความเร็ว และการทรงตัว  ซึ่งเป็นเรื่องการเรียนรู้ในทางปฏิบัติแต่การควบคุมรถจักยานต์เป็นการเริ่ม ต้นที่จะต้องรู้จักศักยะภาพของตัวเองในการขับขี่ ด้วยความรู้และปฏิบัติตามกฏหมายจราจร

เมื่อคุณเปลี่ยนเกียร์ต้องให้แน่ใจว่าคุณได้ความเร็วลงให้พอกับการจะลด สู่เกียร์ต่ำ  มิฉนั้นรถจะล้อล๊อคและอาจ เซถลาาลื่นไถล  เวลาขี่ลงเนินหรือจะลดเกียร์ลงไปเกียร์ 1 คุณควรจะให้เบรคเพื่อลดความเร็วให้พอเหมาะก่อนเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่าง ปลอดภัย การขับขี่อย่างนุ่มนวล การใช้คลัตซ์อย่างเหมาะสมกับความจำเป็น จำไว้ว่าต้องทำอย่างนุมนวลการเปลี่ยนอย่างกระทันหันนั้นอาจจะทำให้เกิดการ ลื่นไถลได้
การใช้เบรค
รถจักยานยนต์ของคุณมีเบรคอยู่สองตำแหน่ง อันแรกคือเบรคที่ล้อหน้า อีกอันคือล้อหลัง  ควรใช้เบรคทั้งสองข้างในเวลาเดี่ยวกัน  เบรคหน้าจะมีกำลังในการหยุดรถมากกว่าซึ่งให้ผลเป็น 3 ใน 4 ส่วนของกำลังเบรคที่ใช้ในการหยุดรถ  เบรคล้อหน้าจะให้ความปลอดภัยได้ดีหากใช้เบรคหน้าอย่างถูกวิธี

ข้อควรจำ : ควรใช้เบรคพร้อมกันทั้งล้อหน้าและล้อหลังเมื่อคุณต้องการลดความเร็วหรือหยุด รถ  ใช้เบรคทั้งสองแม้แต่ในเวลาหยุดปรกติ จะเป็นการฝึกตัวคุณเองจนเกิดเป็นนิสัยติดตัวในการเบรคหากเกิดเหตุฉุกเฉิน  การใช้มือบีบเบรคหน้าและใช้เท้าเหยียบเบรคหลัง  การใช้เบรคอย่างเดียวไม่ว่าจะเป็นเบรคหน้าหรือเบรคหลังทำให้เกิดการล็อก ล้อซึ่งจะเกิดปัญหาในการควบคุมรถ

ถ้าคุณรู้เทคนิค ในการใช้เบรคทั้งสองขณะเลี้ยวก็ย่อมจะทำได้  และใช้มันอย่างระมัดระวังที่สุดการใช้เบรคอย่างกระทันหัน รุนแรงในขณะเลี้ยวรถไปตามมุมเลี้ยวของทางที่ถูกใช้ไว้สำหรับเลี้ยวโดยเฉพาะ และหยุดรถไม่ได้จะทำให้รถเสียหลักไถลลื่น
 
การใช้เบรคหน้าผิดวิธีในถนนที่ลื่นอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ควรใช้อย่างระมัดระวัง ใช้มือบีบ อย่ากำเบรค

  • รถจักยานยนต์บางรุ่นมี่ระบบเบรคที่สามารถเบรคได้พร้อมกันทั้งสองล้อ เมื่อเหยียบเบรคหลัง ( ควรศึกษาคู่มือดูคำอธิบายของระบบและวิธีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ)

ในการหยุดรถควรใช้เบรคและเท้าพร้อมกันเพื่อความนิ่มนวน บีบคลัตและเบรคหน้าในขณะที่เท้าเหยียบเบรคหลังและลดเกียร์ลงมาที่เกียร์ 1 เบรคหน้าจะทำการหยุดรถได้ 70 % หรือมากกว่าในการหยุดรถจักยานยนต์ของคุณ

เบรคทั้งสองควรถูกใช้พร้อมกันเมื่อหยุด  ถึงแม้ว่าจะไม่จำเป็นที่จะต้องเบรคอย่างแรงที่สุดแต่มันสำคัญมากที่จะฝึกการ ใช้เบรคทั้งคู่ซึ่งคุณจะได้มีความพร้อมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ต้องแน่ใจ ว่าคุณพัฒนาระดับความสามารถในการเบรคของคุณ  เบรคให้นิมนวล ควมคุมการหยุดให้ได้อย่างรวดเร็ว มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องประสาทสำผัสที่ดีเมื่อใช่เบรคหน้าและเบรคหลัง  การเบรคที่เร็วและรุนแรงเกินไปอาจทำให้ลื่นและเสียการควบคุมได้



การเลี้ยว
กฏพื้นฐาน 4 ขั้นตอนในการเลี้ยวรถจักยานยนต์: ช้า, มอง, ทิ้งน้ำหนัก และการทิ้งตัว
ช้า:  ลดความเร็วก่อนเลี้ยวความต้องการขณะเลี้ยว โดยการผ่อนคันเร่งและใช้เบรคทั้งสองข้าง ลดเกียร์ตามความถ้าจำเป็น

มอง: มองไปยังทิศทางที่คุณต้องการจะไป สอดส่ายสายตามองหาสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายไปไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้และทำการเลี้ยว

การบังคับ: บังคับรถจักยานยนต์ไปยังทิศทางที่ต้องการ  จับมือทั้ง 2 ข้างให้แน่นอยู่ในช่องทางขณะเลี้ยวอยู่ช่องทางซ้าย ทิ้งตัวไปทางขวา รถจะไปทางขวา

ผ่อนคันเร่ง: ผ่อนคันเร่งให้สัมพันกับการเลี้ยว ( ต้องใช้แน่ใจว่าช้าพอที่จะเลี้ยวไปได้ ) รักษาระดับความเร็วหรือค่อยๆเพิ่มความเร็วอย่างช้าจะทำให้การยึดเกาะถนนดี ขึ้นและควมคุมรถได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ควรหลีกเลี้ยง การลดคันเร่งอย่างเร็ว  หรือเร่งแรงในขณะเลี้ยว

การเร่งในขณะเลี้ยว ในแทบทุกสถานะการณ์ คุณควรทำตัวให้คุ้นเคยกับรถจักยานยนต์ของคุณ ในขณะที่ช้า, การเลี้ยวกลับอย่างเช่นที่ ที่กลับรถในลานจอด คุณควรใช่เทคนิคการทิ้งน้ำหนักของร่างกายไปด้านข้างเพื่อการเลี้ยว

หันหน้ามองไปในทิศทางที่คุณต้องการเลี้ยว  หมุนมือจับไปยังทิศทางที่จะไปเท่าที่ต้องการตามมุมแคบขณะเลี้ยว ในบางครั้งผู้ขับขี่ต้องเลี้ยววงแคบมากขึ้นตามทิศทางที่จะไป  บางครั้งผู้ขับขี่ เลี้ยวรถเร็วเกินไป  เมื่อควบคุมการเลี้ยวไม่ได้ก็จะเข้าไปกินทางคนอื่นหรือหลุดออกไปนอกถนน  หรือควบคุมรถไม่ทันและเบรคอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการลื่นไถลบังคับรถไม่ได้  เพราะฉนั้นต้องใช้ความระมัดระวังในการเลี้ยว

 

ช่องจราจรและ การเลี้ยวช่องทางขวา
ใน ประเทศไทยกฏจราจรได้มีการดัดแปลงกฎหมายของรถยนต์มาใช้กับรถจักยานยนต์ แต่อย่างไรก็ตามการกำหนดใช้ กฏเกณฑ์ดังกล่าวได้ให้ รถจักยานยนต์ขับในทางและถนนห้มรถเข้า ( คำแนะที่ให้ยกเลิกกฏเนี้เพราะว่าเป็นอันตรายให้พวกเขา ) เป็นการเชื่อได้ว่าการกำหนดให้รถจักยานยนต์ขับใน โค้งเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาขับ กีดขวางทางจราจรของรถคันอื่นๆ ในการขับเข้าออกถนน หรือ ตรอกซอก ซอย ต่างๆ. การขับขี่บนไหล่ทางทำให้ผู้ขับขี่มีความเสี่ยงมากขึ้น จากรถคันอื่นๆ ที่ขับออกมาจากที่จอด หรือรถคันอื่นๆที่มีปัญหาทางด้านการมอง.ในกรุงเทพ ฯ ผู้ขับรถจักยานยนต์ขับทุกช่องทางจราจรและระหว่างช่องจราจรเพราะว่าการจราจร ติดขัด

ในชนบทผู้ขับขี่รถจักยานยนต์มีนิสัยชอบขับขี่ในไหล่ทาง  สำหรับผู้ขับขี่เองแล้วการขับการขับย้อนศรคือทางลัด   บ่อยครั้งที่รถบันทุกสินค้าจอดข้างทางหรือเสียในเวลากลางคืน โดยที่ไม่มีไฟสัญญาณเตือน หรือธงสัญญานใดๆ มันเป็นการเสี่ยงมากต่อการเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างมากสำหรับรถจักยานยนต์ที่ จัขับบนไหล่ทาง

โดยทั่วๆไปจะ ไม่มีตำแหน่งใดให้มองเห็นผู้ขับขี่ได้และมีบริเวณความปลอดภัยรอบตัวผู้ขับ ขี่ไม่มีส่นใดของช่องทางที่จะหลีกเลี่ยงได้แม้แต่ตรงกลางถนน ซึ่งโดยปรกติแล้วรถจักยานยนต์จะวิ่งช้ากว่ารถนั่งส่วนบุคคล  ผู้ขับขี่ควรจะควรขับชิดซ้ายให้มากที่สุด. ปรับตำแหน่งการขับของคุณให้อยู่ในตำแหน่งที่คนอื่นสามารถมองเห็นได้ชัดเจน และทิ้งระยะให้พอเหมาะรอบตัวคุณ เปลี่ยนช่องทางตามสถานะการในการจราจร

น้ำมันเครื่องที่หกจากรถยนต์เป็นทางยาว มีมากกว่า 1 เมตร นอกเสียจากว่า ถนนเปรียกลื่นที่เปลื้อนเล็กน้อยโดยเฉลี่ยแล้วกลางช่องทางเป็นจุดที่ขับได้ อย่างปลอดภัยที่สุด คุณสามารถหลบหลีกหยดน้ำมันไปซ้าย ขวาได้และก็ควรจะขับบอยู่ในช่องกลางทางจราจร.  ควรหลีกเลี่ยงการขี่บนถนนที่เปื้อนน้ำมันเครื่องมาก ซึ่งจะมองเห็นได้บนทางแยกที่มีการจราจรคับคั่ง 

การใช้ช่องทางด้านขวามือ
กฎ ทั่วไปของประเทศไทยใช้ขับรถ “ทางด้านขวา” ซึ่งส่วนใหญ่ของผู้ขับรถ จะเดาเอาเอง การไม่สนใจ กฎจราจรของคนขับมอเตอร์ไซด์นี้จะเกิดเสมอ ซึ่งพาหนะที่ขนาดใหญ่กว่าก็จะขับมาทางด้านขวา เว้นแต่ว่าผู้ขับนั้นจะจงใจขับไป และยอมให้ทางอย่างชัดเจนเพื่อลดอันตราย คุณควรจะให้ช่องทางขวาแก่พาหนะอื่นด้วยเพื่อลดความเสี่ยง และอย่าเดาเองว่าคนอื่นจะให้ทางกับคุณด้วย
การทิ้งระยะห่างกับรถคันหน้า
การ ขับตามคันหน้าอย่างกะชันชิด เป็นสาเหตุใหญ่ที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ขับมอเตอร์ไซด์  ในการจราจร  มอเตอร์ไซด์ก็ต้องการระยะห่างที่จะหยุดเท่าๆ กันกับรถยนต์  เจ้าหน้าที่บางคนแนะนำว่า 2 วินาทีของระยะทางนั้นก็พอแล้ว แต่เพราะการจราจรที่วุ่นวายในเมืองไทย จึงแนะนำว่าควรจะใช้ระยะห่างคันหน้า 4 วินาที


การกะระยะห่างคันหน้า
หาจุด สังเกตุที่รถวิ่งผ่านเช่น เครื่องหมายบนทางเท้า  เสาไฟ ข้างถนนซึ่งอยู่บนหรือใกล้ถนนข้างหน้า  เมื่อกันชนด้านหลังของพาหนะคันหน้า ให้นับเป็นวินาที “1001, 1002............. “  ถ้าเข้าไป ซึ่งจุดที่หมายตาเอาไว้ก่อน 4 วินาทีแสดงว่าคุณเข้าใกล้รถคันหน้าเกินไป  การขับรถตามคันหน้าในระยะ 4 วินาทีนั้นสำหรับให้หยุดรถ หรือหักหลบ  เมื่อคันหน้าหยุดรถจะมีระยะที่หยุดรถได้ นอกจากนั้น ยังมองเห็นอันตรายอย่างอื่นบนถนนได้ดียิ่งขึ้น  ถ้าทิ้งระยะให้มากขึ้นก็จะใช้ระยะทางมากกว่าปกติเพื่อที่หยุด  ถ้าทางเดินเท้าลื่นและไม่สามารถมองเห็นรถที่วิ่งอยู่ข้างหน้าได้ หรือถ้าการจราจรหนาแน่น และลื่นล้มอยู่ข้างหน้า ให้เว้นระยะทางเป็น 5 วินาที หรือมากกว่าต้องรักษาระยะห่างให้พอ  ถึงแม้ว่าต้องหยุดรถ เพื่อหาทางออกได้เมื่อมีรถคันหลังจอดชิดเกินไป หรือไม่ก็รถคันหน้าจอดอยู่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
รถคันหน้า
เมื่อ ขับตามรถคันหน้าต้องให้ผู้ขับสามารถมองเห็นในกระจกมองหลังได้  การขับในส่วนกลางของช่องทางเดินรถ ควรจะให้รถคุณมองเห็นได้ตรงจุดกึ่งกลางของกระจกมองหลัง  ซึ่งเป็นจุดที่คนขับรถยนต์มองเห็นคุณได้
การขับรถชิดด้านข้างของช่องทาง อาจจะทำให้คนขับมองเห็นคุณในกระจกข้างเท่านั้น  แต่จำไว้ไม่มีคนขับรถคนไหนมองกระจกข้างบ่อยเท่ากระจกมองหลัง

ขณะติดตาม
การเร่งความเร็วเพื่อการขับขี่ตามอย่างกระชั้นชิด ให้รถที่ตามมาขับแซงคุณไป ถ้ารถคันนั้นขับมาในระยะความเร็วสูง 
การแซงและการให้แซง
การ แซงและให้แซง ในพาหนะอื่นไม่ ได้ต่างกันมากเท่ากับรถยนต์  อย่างไรก็ตามความสามารถในการมองเห็นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง แน่ใจว่าคนขับคนอื่นเห็นคุณและคุณมองเห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นนั้นได้

การแซง

  • ขับรถให้ถูกช่องทางทิ้งระยะห่างที่ปลอดภัยเพื่อเพิ่มการมองเห็นและทำให้ คนอื่นมองเห็นได้ให้สัญญาณและ ดูรถที่วิ่งสวนทางมา โดยใช้กระจกและมองด้านหลัง
  • เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว ให้ขับไปช่องทางขวาและเร่งเครื่องขับต่อไป เลือกช่องทางที่มีรถยนต์วิ่งน้อย แซ.ไปและทิ้งระยะให้ปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นในการ เปลี่ยนช่องทางเดินรถ
  • ขับผ่านจุดอันตรายให้เร็ว เท่าที่จะเร็วได้ ดู สัญญานอีกครั้ง ดูกระจก และ หันศรีษะด้านหลัง ก่อนที่จะกลับไปช่องทางเดิม และยกเลิกสัญญาณต่างๆ
  • ข้อควรจำ การขับแซงต้องอยู่ในช่วงตำแหน่งที่จำกัดความเร็ว    หรือในที่ได้รับอนุญาตให้แซง ต้องรู้สัญญานจราจรและเครื่องหมายบนถนน 

การให้แซง
เมื่อกำลังถูกแซงจากด้านหลังหรือโดยพาหนะที่กำลังวิ่งสวนทางมาให้อยู่ด้านซ้ายของช่องทางคุณ การขับพาหนะอื่นจะทำให้เกิดอันตรายได้

เลียงการชนโดย

  • รถคันอื่น --  ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของคุณ หรือ คนที่กำลังขับแซงเป็นสาเหตุทำให้รถถูกเฉี่ยวชนได้
  • เพิ่มกระจกให้กว้างขึ้น– ผู้ขับบางคนอาจลืมว่ากระจกนั้นยื่นออกไปนอกตัวรถ
  • สื่งที่ข้วางมาจากหน้าต่าง – แม้ว่าผู้ขับรู้ว่าคุณขับรถในตำแหน่งนั้นจริง แต่ผู้โดยสารอาจจะไม่เห็นคุณ และอาจจะโยนบางอย่าง มาที่คุณ หรือบนถนน ตรงหน้าคุณ
  • แรงปะทะของลมจากรถขนาดใหญ่– มีผลทำให้เสีย การควบคุมรถ คุณจะมีโอกาสเกิดเหตุมากขึ้น เมื่อขับรถอยู่กลางช่องทาง เพราะแรงปะทะของลมจากรถใหญ่ ควรขับอยู่ด้านขวาของช่องทางด้านใดด้านหนึ่งจะดีกว่า
  • อย่าขับที่รถกำลังแซง  อาจทำให้รถคันอื่นขับตัดหน้าคุณ เข้ามาอยู่ในเลนซ์ ของคุณอย่างเร็ว             

การใช้ทางร่วมกัน
รถยนต์และ มอเตอร์ไซด์ จำเป็นต้องมีช่องทางเดินรถที่ กว้างพอ เพื่อการขับที่ปลอดภัย การใช้ทางร่วมกันโดยปกติแล้วเป็นข้อห้าม  การขับขี่แทรกรถที่หยุดอยู่หรือ กำลังวิ่งในช่องเดียวกันนั้น สามารถทำให้คุณเผชิญสิ่งต่างๆอย่างไม่คาดคิดได้ อาจมีมือยื่นออกมาทางหน้าต่าง, ประตูอาจเปิดออกมา รถทีเลี้ยวกะทันหัน ทำให้ขวางช่องทางคนอื่น เมื่อไรก็ตามที่คนขับขี่พยายามเบียดมาข้างคุณให้ยึดตำแหน่งช่องทางกลางเป็น หลัก ผู้ขับมักจะกระทำสิ่งเหล่านี้

  • เบียดระหว่างการจราจรติดขัด
  • เมื่อต้องการแซงคุณขึ้นไป
  • เมื่อต้องการเตรียมจะเลี้ยวที่สี่แยก
  • เมื่อคุณจะขับขี่รถออกจากช่องทาง หรือออกจากถนนไฮเวย์ตรงเลนซ์ทางออก หรือ กำลังออกสู่ถนนทางหลวง

การรวมตัวเป็นกระจุกของรถยนต์
คนขับบนทางเข้าที่ลาด ชัน อาจจะไม่เห็นคุณบนทางหลวง ให้เปิดทางรถคันอื่นให้มาก โดยการเปลี่ยนเลนซ์ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งให้ทาง ถ้าไม่มีที่สำหรับเปลี่ยนเลนซ์ ให้ปรับความเร็วเพื่อเข้าร่วมใช้ทางกับรถคันอื่น
รถยนต์ที่อยู่ด้านข้าง

อย่าขับตัดหน้ากับรถหรือรถบรรทุกในช่องทางอื่น ถ้าคุณไม่จำเป็นต้องทำ คุณอาจจะอยู่ในจุดบอดของรถยนต์ช่องทางอื่นถัดไป ซึ่งอาจจะสามารถเข้ามาในช่องทางของคุณอย่างกะทันหันโดยไม่ใช้สัญญาณ รถยนต์ที่ขับในช่องทางของคุณก็จะปิดกั้นรถคุณไม่มีทางหนี และอันตรายก็จะเกิดกับคุณในช่องทางเดี่ยวกัน เร่งหนีหรือช้าลงเพื่อหาช่องทางที่ดีกว่าทั้งสองด้าน

 

Copyright © 2010 ---.
All Rights Reserved.

( Safe Driver Edutation )the fish finder